ปัญหาของรถยนต์สีขาว คือเมื่อใช้ไปนานๆ มักจะดู “หมอง” หรือ “ออกเหลือง” สาเหตุมาจากคราบไคล (Traffic Film), คราบน้ำ, และมลภาวะที่สะสมอยู่บนผิวแลคเกอร์ ซึ่งถ้าทิ้งไว้นาน คราบเหล่านี้จะฝังตัวลึกจนการล้างธรรมดาเอาไม่ออก

“ล้างรถขจัดคราบ” เป็นประจำคือหัวใจสำคัญ
การไม่ปล่อยให้เกิดคราบฝังแน่นเกาะบนสีรถนาน และการล้างรถอย่างประจำและสม่ำเสมอช่วยให้คราบหนักไม่ฝังแน่นมากเกินไป และแนะนำว่าการล้างรถปกติอาจไม่พอ ควรมีการล้างแบบ Deep Cleaning บ้างเพื่อขจัดคราบฝังแน่นที่ล้างปกติไม่ออก
- ล้างดีเทลลิ่ง : การใช้แปรงดีเทลลิ่ง ช่วยขจัดคราบบริเวณซอกมุมของรถยนต์ที่ฟองน้ำล้างรถเข้าไม่ถึง เช่น โลโก้, ขอบประตู, ขอบกระจก เป็นต้น
-
Iron Remover: ขจัดผงเบรกและละอองเหล็กที่ทำให้เกิดจุดสนิมเล็กๆ
-
Tar Remover: ขจัดคราบยางมะตอย
-
Clay Bar: การลูบดินน้ำมันเพื่อดึงสิ่งสกปรกที่ฝังบนผิวสีรถออก ให้ผิวรถเนียนลื่น
ทำไมต้อง “ขัดสี (Polishing)” ทุก 1-2 ปี?
อธิบายถึงความสำคัญของการฟื้นฟูในระดับที่ลึกกว่าการล้าง
-
ขจัดชั้นคราบที่ฝังตัวบนแลคเกอร์รถยนต์สีขาว การขัดสีบางๆๆ (Finishing Polish) จะช่วยดึงคราบหมองที่ฝังในชั้นแลคเกอร์ออก ทำให้ความขาวสว่างกลับคืนมา
-
อย่ารอให้คราบหนัก การปล่อยให้คราบฝังแน่นจน “กิน” เข้าไปในเนื้อแลคเกอร์ อาจทำให้แลคเกอร์เสื่อมสภาพจนแก้ไขไม่ได้ หรือต้องขัดหนักจนชั้นแลคเกอร์บางลงโดยไม่จำเป็น




“ขัดให้ใสแล้ว ต้อง ‘ล็อค’ ความเงาไว้ด้วยชั้นเคลือบ”
หลังจากที่เราขัดคราบไคลและรอยขนแมวออกจนรถกลับมาขาวสว่างแล้ว ขั้นตอนที่ “ห้ามพลาด” เลยคือการเคลือบปกป้องผิว (Protection) ครับ เปรียบเสมือนการทาครีมกันแดดให้ผิวหลังจากที่เราสครับผิวมาใหม่ๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการเคลือบ Wax หรือการเคลือบเซรามิก สามารถช่วยปกป้องรถยนต์จากมลภาวะและช่วยสะท้อนแสง UV รวมไปถึงชะลอการเกิดคราบหมองได้ด้วย
การดูแลสม่ำเสมอ ทั้งการล้างที่ดีและการขัดเคลือบตามระยะเวลา ช่วยรักษาให้รถดูใหม่อยู่เสมอ เหมือนได้ขับรถป้ายแดงทุกวัน
- สอบถามเพิ่มเติม หรือประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับรถยนต์ของคุณฟรี!
ติดต่อเรา/สอบข้อมูลเพิ่มเติม คลิก